ต้องอาศัยกาลเวลาในการอบรมเจริญปัญญา เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส เมื่อเห็นกิเลสมากเท่าไร ก็รู้ว่าจะต้องอาศัยกาลเวลานานมาก กว่าที่จะขัดเกลากิเลสนั้นๆ ได้ โดยที่ไม่ขาดการฟังพระธรรม และไม่ขาดการที่จะพิจารณาตนเอง พระธรรมทั้งหมด เป็นเรื่องของการอบรมเจริญปัญญา และการขัดเกลากิเลสทั้งสิ้น
อวิชชามีแต่ไม่ปรากฏ
พูดถึงอวิชชา อยากรู้จักอวิชชา แล้วอวิชชาอยู่ที่ไหน ข้อสำคัญที่สุดก็คือเรามีคำมากมายที่จะพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นก็กำลังมีอยู่ เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังมีสามารถจะเข้าใจถูกต้องได้ ก็คือว่า ฟังและพิจารณาสิ่งที่ได้ฟังว่า สิ่งที่ได้ฟังพูดถึงอะไร แล้วมีจริงๆ หรือเปล่า ถ้ามีจริง แต่ก่อนเคยไม่เข้าใจและเคยไม่รู้ แต่พอได้ฟังเข้าใจขึ้นก็สามารถคลายความไม่รู้ในขณะที่ฟัง และถ้าฟังต่อไปก็เข้าใจเพิ่มขึ้น
เดี๋ยวนี้อวิชชาอยู่ที่ไหน จะได้รู้จักอวิชชาเสียที เพราะเรียกชื่อมานาน มีอวิชชาทั้งวัน อวิชชาทั้งนั้น เมื่อไรติดข้องก็เพราะไม่รู้ เมื่อไรโกรธ ขุ่นเคืองใจก็เพราะไม่รู้ ทั้งๆ ที่โลภะปรากฏ อวิชชาไม่ได้ปรากฏ เห็นแต่โลภะ ติดข้องมาก บางคนจะเห็นได้ว่า ชอบไปหมดทุกอย่าง เข้าร้านไหนก็ร้านนั้นต้องเจอของที่น่าสนใจ ที่อยากจะได้
แสดงให้เห็นว่า ขณะนั้นโลภะปรากฏ พอจะเห็น แต่อวิชชาทั้งๆ ที่มีอยู่ด้วยกัน แต่อวิชชาเป็นสภาพที่ไม่ติดข้อง แต่ไม่รู้อะไร ทั้งๆ ที่เป็นธรรมะ ปรากฏก็ไม่รู้ว่า สิ่งนี้มีจริงๆ เพียงปรากฏ เพราะฉะนั้น ทั้งวันที่ไม่รู้ความจริง ก็คืออวิชชาทั้งนั้น โดยที่เราไม่รู้
การฟังธรรมศึกษาพระธรรมก็เพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่จะรู้ว่า คำที่ได้ยินถูกหรือผิด ไม่ใช่ให้คนอื่นมาบอกเราว่าถูก นี่ถูก หรือต้องเชื่อ นี่จริง ไม่ใช่อย่างนั้น แล้วแต่ว่าจะสะสมมาที่จะเป็นผู้มีเหตุผล ก็ย่อมจะไตร่ตรอง และรู้ว่า ใครก็บังคับใครไม่ได้ ใครจะเห็นผิด เขาก็เห็นผิดอย่างนั้น จะไปบอกว่าผิด เขาก็ไม่เชื่อ แต่คนที่สะสมความเข้าใจมาก็ย่อมจะไตร่ตรอง ไม่ใช่ฟังเผินๆ แต่รู้ว่าสิ่งที่ได้ฟังมีจริง
โลภะก็ปรากฏว่ามี โทสะก็เห็นชัด แต่ไม่เห็นโมหะ หรืออวิชชา แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เป็นมูลหรือเป็นรากเหง้า หรือเป็นต้นเหตุของอกุศลทั้งหลายที่ปรากฏ ก็คือตัวที่ไม่ปรากฏ คืออวิชชาที่มีอยู่ทุกขณะที่อกุศลเกิดขึ้น ขณะนั้นต้องมีสภาพธรรมอย่างหนึ่งที่มีจริง เพราะไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ อกุศลทั้งหลายก็เกิดขึ้นมาได้
ชีวิตประจำวันจริงๆ พอพูดถึงอวิชชา ขณะใดที่ไม่เข้าใจธรรมะ ขณะนั้นก็เป็นอวิชชา ขณะใดที่ติดข้อง จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ขณะนั้นก็มีอวิชชา ขณะใดที่ขุ่นเคืองไม่พอใจแม้เพียงเล็กน้อย นิดเดียว ขณะนั้นก็ต้องมีอวิชชา ขณะใดที่สำคัญตน วันหนึ่งๆ ก็อาจจะไม่น้อยเลยสำหรับบางคน ขณะนั้นก็มีอวิชชา
ไม่มีใครเห็นอวิชชา แต่เห็นสภาพธรรมะที่เกิดขึ้นเพราะอวิชชา แม้ทุกขอริยสัจจะก็กล่าวถึงสมุทัยที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือ โลภะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ขณะนั้นไม่มีอวิชชา อวิชชาก็รวมอยู่ด้วย แต่ที่ปรากฏให้เห็นได้ก็คือความติดข้องซึ่งเป็นโลภะ
การฟังธรรมะ ก็คือได้ฟังสิ่งซึ่งไม่เคยฟัง เพราะใครๆ ก็คิดเองไม่ได้ แล้วคำแต่ละคำที่ได้ฟังก็ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เป็นคำที่ไม่เผิน เพราะฟังแล้วก็ต้องรู้ว่า เป็นความจริง แต่ความจริงนั้นยังไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง เช่น ขณะนี้เห็นเกิดขึ้นแล้วดับ จริงขั้นฟัง แต่ยังไม่ได้ปรากฏการเกิดดับ อยากรู้เห็นเกิดดับ เกิดดับโดยไม่รู้
อยากประจักษ์ลักษณะของธรรมที่เกิดดับไหม ถ้าเป็นคนที่มีเหตุผล ไม่สนใจเลย เพราะเหตุว่าเหตุยังไม่สมควรแก่ผล ฟังแล้วจะไปรู้จักการเกิดดับของสภาพธรรมะทันที เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้ามีใครบอกให้ทำอย่างนี้ แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องความเข้าใจถูก ความเห็นถูกที่จะละคลายความไม่รู้เลย เพียงแต่บอกว่า ทำอย่างนี้แล้วจะได้ประจักษ์สภาพธรรมะที่เกิดดับ จะได้ถึงนิพพาน คนนั้นก็อวิชชาเกิดแล้วที่จะเชื่อ.